แปลโดยอรรถ : พหุมฺปิ เจ สหิตํ...น ทุสฺสีลสฺส ( เทฺวสหายกภิกฺขุวตฺถุ ภาค ๑ )
พระศาสดาได้ทรงภาษิตพระคาถาเหล่านี้ความว่า
" พหุมฺปิ เจ สหิตํ ภาสมาโน น ตกฺกโร โหติ นโร ปมตฺโต ,
" หากว่า นรชนกล่าวพระพุทธพจน์อันมีประโยชน์เกื้อกูลแม้มาก ( แต่ ) เป็นผู้ประมาทแล้ว ไม่ทำ ( ตาม ) พระพุทธพจน์นั้นไซร้ ,
โคโปว คาโว คณยํ ปเรสํ น ภาควา สามญฺญสฺส โหติ .
เขาย่อมไม่เป็นผู้มีส่วนแห่งสามัญผล เหมือนคนเลี้ยงโคนับโคทั้งหลายของชนเหล่าอื่น ย่อมเป็นผู้ไม่มีส่วนแห่งปัญจโครสฉะนั้น .
อปฺปมฺปิ เจ สหิตํ ภาสมาโน ธมฺมสฺส โหติ อนุธมฺมจารี
หากว่า นรชนกล่าวพระพุทธพจน์อันมีประโยชน์เกื้อกูลแม้น้อย ( แต่ ) เป็นผู้มีปกติประพฤติธรรมสมควรแก่ธรรมไซร้ ,
ราคญฺจ โทสญฺจ ปหาย โมหํ สมฺมปฺปชาโน สุวิมุตฺตจิตฺโต
เขาละราคะ โทสะ โมหะ แล้ว รู้ชอบ มีจิตหลุดพ้นดีแล้ว
อนุปาทิยาโน อิธ วา หุรํ วา ส ภาควา สามญฺญสฺส โหตีติ .
หมดความยึดถือในโลกนี้หรือในโลกหน้า, เขาย่อมเป็นผู้มีส่วนแห่งสามัญผล . "
ตตฺถ " สหิตนฺติ เตปิฏกสฺส พุทฺธวจนสฺเสตํ นามํ ,
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สหิตํ นี้ เป็นชื่อแห่งพระพุทธพจน์ คือพระไตรปิฎก ,
ตํ อาจริเย อุปสงฺกมิตฺวา อุคฺคณฺหิตฺวา พหุมฺปิ ปเรสํ ภาสมาโน วาเจนฺโต กเถนฺโต ,
นรชนเข้าไปหาอาจารย์ทั้งหลาย เล่าเรียนพะรพุทธพจน์นั้นแล้ว กล่าว คือบอก ได้แก่แสดงอยู่ ซึ่งพระพุทธพจน์ แม้มาก แก่ชนเหล่าอื่น
ตํ ธมฺมํ สุตฺวา ยํ การเกน ปุคฺคเลน กตฺตพฺพํ , ตกฺกโร น โหติ ,
( แต่ ) หาเป็นผู้ทำกิจอันการกบุคคลฟังธรรมนั้นแล้วจะพึงทำไม่
กุกฺกุฏสฺส ปกฺขปหรณมตฺตมฺปิ อนิจฺจาทิวเสน มนสิการํ นปฺปวตฺเตสิ ;
คือไม่ยังการทำไว้ในใจให้เป็นไป ด้วยอำนาจแห่งไตรลักษณ์มีอนิจจลักษณะเป็นต้น ชั่วขณะแม้สักว่าไก่ปรบปีก ,
เอโส , ยถา นาม ทิวเส ภติยา คาโว รกฺขนฺโต โคโป ปาโต ว สมฺปฏิจฺฉิตฺวา สายํ คเณตฺวา สามิกานํ นิยฺยาเทตฺวา ทิวสภติมตฺตํ คณฺหาติ , ยถารุจิยา ปน ปญฺจโครเส ปริภุญฺชิตุ ํ น ลภติ ; เอวเมว เกวลํ อนฺเตวาสิกานํ สนฺติกา วตฺตปฏิวตฺตกรณมตฺตสฺส ภาคี โหติ , สามญฺญสฺส ปน ภาคี น โหติ .
นรชนนั้น ย่อมเป็นผู้มีส่วนแห่งผลสักว่าการทำวัตรปฏิวัตร จากสำนักของอันเตวาสิกทั้งหลายอย่างเดียว , แต่หาเป็นผู้มีส่วนแห่งคุณเครื่องเป็นสมณะไม่ เหมือนคนเลี้ยงโครักษาโคทั้งหลายเพื่อค่าจ้างประจำวัน รับไปแต่เช้าตรู่ เวลาเย็น นับมอบให้แก่เจ้าของทั้งหลายแล้ว รับเอาเพียงค่าจ้างรายวัน , แต่ไม่ได้เพื่อบริโภคปัญจโครสตามความชอบใจ ฉะนั้นแล
ยถา ปน โคปาลเกน นิยฺยาทิตานํ คุนฺนํ ปญฺจโครสํ โคสามิกา ว ปริภุญฺชนฺติ ;
เหมือนอย่างว่า เจ้าของโคพวกเดียว ย่อมบริโภคปัญจโครสแห่งโคทั้งหลาย ที่นายโคบาลมอบให้แล้ว ฉันใด ,
ตถา เตน กถิตํ ธมฺมํ สุตฺวา การกปุคฺคลา ยถานุสิฏฺฐํ ปฏิปชฺชิตฺวา ,
การกบุคคลทั้งหลาย ฟังธรรมอันนรชนนั้นกล่าวแล้ว ปฏิบัติตามที่นรชนนั้นพร่ำสอนแล้ว ก็ฉันนั้น ,
เกจิ ปฐมชฺฌานาทีนิ ปาปุณนฺติ ,
บางพวกบรรลุปฐมฌานเป็นต้น ,
เกจิ วิปสฺสนํ วฑฺเฒตฺวา มคฺคผลานิ ปาปุณนฺติ ,
บางพวกเจริญวิปัสสนาแล้ว บรรลุมรรคและผล ,
โคสามิกา โครสสฺเสว , สามญฺญสฺส ภาคิโน โหนฺติ .
จัดว่าเป็นผู้มีส่วนแห่งคุณเครื่องเป็นสมณะ เหมือนพวกเจ้าของโค ย่อมเป็นผู้มีส่วนแห่งโครสฉะนั้น .
อิติ สตฺถา สีลสมฺปนฺนสฺส พหุสฺสุตสฺส ปมาทวิหาริโน อนิจฺจาทิวเสน โยนิโสมนสิกาเร อปฺปวตฺตสฺส ภิกฺขุโน วเสน ปฐมํ คาถํ กเถสิ , น ทุสฺสีลสฺส .
พระศาสดาตรัสคาถาที่ ๑ ด้วยอำนาจแห่งภิกษุผู้สมบรูณ์ด้วยศีล ผู้มีสุตตมาก ( แต่ ) มีปกติอยู่ด้วยความประมาท ไม่ประพฤติแล้วในการทำไว้ในใจโดยอุบายอันแยบคาย ด้วยอำนาจแห่งไตรลักษณ์ มีอนิจจลักษณะเป็นต้น , หาตรัสด้วยอำนาจแห่งภิกษุผู้ทุศีลไม่ ด้วยประการฉะนี้ .
( คำแปลคัดลอกจาก พระธัมมปทัฏฐกถาแปล ภาค ๑ ของ มหามกุฏราชวิทยาลัย )
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐