เฉลยปัญหา(ข้อสอบ)
ประโยค ๑ - ๒
วิชาแปลมคธเป็นไทย พ.ศ. ๒๕๑๑
อักษรสีเหลือง - ปัญหา , อักษรสีขาว/ดำ - แปลยกศัพท์ , อักษรสีเขียว - เฉลย
  แปลโดยพยัญชนะ  :  สตฺถา  ทีฆายุโก...สนฺติกํ  อคมาสิ  ( อายุวฑฺฒนกุมารวตฺถุ  ภาค ๔ )

สตฺถา  "  ทีฆายุโก  โหหีติ  อาห;  ปชาปติยา  วนฺทนกาเลปิ  ตสฺสา  ตเถว  วตฺวา  ปุตฺตสฺส  วนฺทาปนกาเล  ตุณฺหี  อโหสิ.
สตฺถา  อ. พระศาสดา  อาห  ตรัสแล้วว่า " (ตฺวํ)  อ.ท่าน  ทีฆายุโก  จงเป็นผู้มีอายุยืน  โหหิ  จงเป็น "  อิติ  ดังนี้  วตฺวา  ตรัสแล้ว  ตถา  เอว  อย่างนั้นนั่นเทียว  ตสฺสา  (ปชาปติยา)  แก่ปชาบดีนั้น  ปชาปติยา  วนฺทนกาเลปิ  แม้ในการเป็นที่ไหว้  แห่งปชาบดี  ตุณฺหี  เป็นผู้ทรงนิ่ง  อโหสิ  ได้เป็นแล้ว  ปุตฺตสฺส  วนฺทาปนกาเล  ในกาลเป็นที่ยังบุตรให้ไหว้ ฯ
อ. พระศาสดา  ตรัสแล้วว่า " อ.ท่าน  จงเป็นผู้มีอายุยืน  จงเป็น "  ดังนี้  ตรัสแล้ว  อย่างนั้นนั่นเทียว  แก่ปชาบดีนั้น  แม้ในการเป็นที่ไหว้  แห่งปชาบดี  เป็นผู้ทรงนิ่ง  ได้เป็นแล้ว  ในกาลเป็นที่ยังบุตรให้ไหว้ ฯ

โส  ปุริมนเยเนว  สตฺถารํ  ปุจฺฉิ. 
โส  (พฺราหฺมโณ)  อ. พราหมณ์  นั้น  ปุจฺฉิ  ทูลถามแล้ว  สตฺถารํ  ซึ่งพระศาสดา  ปุริมนเยน  เอว  โดยนัยอันมีในก่อนนั่นเทียว ฯ
อ. พราหมณ์  นั้น  ทูลถามแล้ว  ซึ่งพระศาสดา  โดยนัยอันมีในก่อนนั่นเทียว ฯ

สตฺถาปิสฺส  ตเถว  พฺยากาสิ.
สตฺถาปิ  แม้  อ. พระศาสดา  พฺยากาสิ  ได้ทรงกระทำให้แจ้งแล้ว  ตถา  เอว  อย่างนั้นนั่นเทียว  อสฺส  (พฺราหฺมณสฺส)  แก่พราหมณ์  นั้น ฯ
แม้  อ. พระศาสดา  ได้ทรงกระทำให้แจ้งแล้ว  อย่างนั้นนั่นเทียว  แก่พราหมณ์  นั้น ฯ

โส  กิร  พฺราหฺมโณ  สพฺพญฺญุตญาณํ  อปฺปฏิวิชฺฌิตฺวา  อตฺตโน  มนฺตํ  สพฺพญฺญุตญาเณน  สํสนฺเทสิ,  ปฏิพาหนุปายํ  ปน  น  ชานาติ.
กิร  ได้ยินว่า  พฺราหฺมโณ  อ. พราหมณ์  โส  นั้น  อปฺปฏิวิชฺฌิตฺวา  ไม่แทงตลอดแล้ว  สพฺพญฺญุตญาณํ  ซึ่งพระสัพพัญญุตญาณ  สํสนฺเทสิ  เทียบเคียงแล้ว  มนฺตํ  ซึ่งมนต์  อตฺตโน  ของตน  สพฺพญฺญุตญาเณน  ด้วยพระสัพพัญญุตญาณ,  ปน  แต่ว่า  (โส  พฺราหฺมโณ)  อ. พราหมณ์  นั้น  น  ชานาติ  ย่อมไม่รู้  ปฏิพาหนุปายํ  ซึ่งอุบายเป็นเครื่องป้องกัน ฯ
ได้ยินว่า  อ. พราหมณ์  นั้น  ไม่แทงตลอดแล้ว  ซึ่งพระสัพพัญญุตญาณ  เทียบเคียงแล้ว  ซึ่งมนต์  ของตน  ด้วยพระสัพพัญญุตญาณ,  แต่ว่า  อ. พราหมณ์  นั้น  ย่อมไม่รู้   ซึ่งอุบายเป็นเครื่องป้องกัน ฯ

พฺราหฺมโณ  สตฺถารํ  ปุจฉิ  "  อตฺถิ  ปน  ภนฺเต  ปฏิพาหนุปาโยติ.
พฺราหฺมโณ  อ. พราหมณ์  ปุจฉิ  ทูลถามแล้ว  สตฺถารํ  ซึ่งพระศาสดาว่า  "  ภนฺเต  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  ปน  ก็  ปฏิพาหนุปาโย  อ. อุบายเป็นเครื่องป้องกัน  อตฺถิ  มีอยู่  (กึ)  หรือ  อิติ  ดังนี้ ฯ
อ. พราหมณ์  ทูลถามแล้ว  ซึ่งพระศาสดาว่า " ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  ก็ อ. อุบายเป็นเครื่องป้องกัน มีอยู่ หรือ " ดังนี้ ฯ

"  ภเวยฺย  พฺราหฺมนาติ.
(สตฺถา)  อ. พระศาสดา  (อาห)  ตรัสแล้วว่า  " พฺราหฺมณ  ดูก่อนพราหมณ์  (ปฏิพาหนุปาโย)  อ. อุบายเครื่องป้องกัน  ภเวยฺย  พึงมี  อิติ  ดังนี้ ฯ
อ. พระศาสดา  ตรัสแล้วว่า  "  ดูกรพราหมณ์  อ. อุบายเป็นเครื่องป้องกัน  พึงมี  "  ดังนี้ ฯ

"  กึ  ภเวยฺยาติ.  "
(พฺราหฺมโณ)  อ. พราหมณ์  (ปุจฉิ)  ทูลถามแล้วว่า  "  (ปฏิพาหนุปาโย)  อ. อุบายเครื่องป้องกัน  ภเวยฺย  พึงมี  กึ  อย่างไร  อิติ  ดังนี้ ฯ
อ. พราหมณ์  ทูลถามแล้วว่า  "  อ. อุบายเครื่องป้องกัน  พึงมี  อย่างไร  "  ดังนี้ ฯ

สเจ  ตฺวํ  อตฺตโน  เคหทฺวาเร  มณฺฑปํ  กตฺวา  ตสฺส  มชฺเฌ  ปีฐกํ  กาเรตฺวา  ตํ  ปริกฺขิปนฺโต  อฏฺฐ  วา  โสฬส  วา  อาสนานิ  ปญฺญาเปตฺวา  เตสุ  มม  สาวเก  นิสีทาเปตฺวา  สตฺตาหํ  นิรนฺตรํ  ปริตฺตํ  กาเรตุ ํ  สกฺกุเณยฺยาสิ,  เอวมสฺส  อนฺตราโย  วินสฺเสยยาติ.
(สตฺถา)  อ. พระศาสดา  (อาห)  ตรัสแล้วว่า  "  สเจ  ถ้าว่า  ตฺวํ  อ. ท่าน  สกฺกุเณยฺยาสิ  พึงอาจ  อตฺตโน  เคหทฺวาเร  มณฺฑปํ  กตฺวา  (ปุคฺคลํ)  ตสฺส  (มณฺฑปสฺส)  มชฺเฌ  ปีฐกํ  กาเรตฺวา  ตํ  (ปีฐกํ)  ปริกฺขิปนฺโต  อฏฺฐ  วา  โสฬส  วา  อาสนานิ  ปญฺญาเปตฺวา  เตสุ  (อาสเนสุ)  มม  สาวเก  นิสีทาเปตฺวา  (มม  สาวเก)  สตฺตาหํ  นิรนฺตรํ  ปริตฺตํ  กาเรตุ ํ  เพื่ออันกระทำแล้ว  ซึ่งมณฑป  ใกล้ประตูแห่งเรือน  ของตน  ยังบุคคล  ให้กระทำแล้ว  ซึ่งตั่งน้อย  ในท่ามกลาง  แห่งมณฑป  นั้น  ปูลาดแล้ว  ซึ่งที่เป็นที่นั่ง ท.  แปด  หรือ  หรือว่า  สิบหก  แวดล้อมอยู่  ซึ่งตั่งน้อย  นั้น  ยังสาวก ท.  ของเรา  ให้นั่งแล้ว  เหนือที่เป็นที่นั่ง ท.  เหล่านั้น  ยังสาวก ท.  ของเรา  ให้กระทำ  ซึ่งพระปริตร  ตลอดวันเจ็ด  อันมีระหว่างออกแล้วไซร้,  อนฺตราโย  อ. อันตราย  อสฺส  (ปุตฺตสฺส)  ของบุตร  นั้น  วินสฺเสยฺย  พึงพินาศ  เอวํ (ปฏิพาหนุปาเยน)  ด้วยอุบายเป็นเครื่องป้องกัน  อย่างนี้  อิติ  ดังนี้ ฯ
อ. พระศาสดา  ตรัสแล้วว่า  "  ถ้าว่า  อ. ท่าน  พึงอาจ  เพื่ออันกระทำแล้ว  ซึ่งมณฑป  ใกล้ประตูแห่งเรือน  ของตน  ยังบุคคล  ให้กระทำแล้ว  ซึ่งตั่งน้อย  ในท่ามกลาง  แห่งมณฑป  นั้น  ปูลาดแล้ว  ซึ่งที่เป็นที่นั่ง ท.  แปด  หรือ  หรือว่า  สิบหก  แวดล้อมอยู่  ซึ่งตั่งน้อย  นั้น  ยังสาวก ท.  ของเรา  ให้นั่งแล้ว  เหนือที่เป็นที่นั่ง ท.  เหล่านั้น  ยังสาวก ท.  ของเรา  ให้กระทำ  ซึ่งพระปริตร  ตลอดวันเจ็ด  อันมีระหว่างออกแล้วไซร้,  อ. อันตราย  ของบุตร  นั้น  พึงพินาศ  ด้วยอุบายเป็นเครื่องป้องกัน  อย่างนี้  "  ดังนี้ ฯ

"  โภ  โคตม  มยา  มณฺฑปาทีนิ  สกฺกา  กาตุ ํ,  ตุมฺหากํ  ปน  สาวเก  กถํ  ลจฺฉามีติ.
(พฺราหฺมโณ)  อ. พราหมณ์  (อาห)  กราบทูลแล้วว่า  "  โคตม  ข้าแต่พระโคดม  โภ  ผู้เจริญ  มณฺฑปาทีนิ  (กิจฺจานิ)  อ. กิจ  ท.  มี  (อันกระทำซึ่ง)  มณฑปเป็นต้น  มยา  อันข้าพระองค์  สกฺกา  อาจ  กาตุ ํ  เพื่ออันกระทำ,  ปน  แต่ว่า  (อหํ)  อ. ข้าพระองค์  ลจฺฉามิ  จักได้  สาวเก  ซึ่งพระสาวก  ท.  ตุมฺหากํ  ของพระองค์  กถํ  อย่างไร  อิติ  ดังนี้ ฯ
อ. พราหมณ์  กราบทูลแล้วว่า  "  ข้าแต่พระโคดม  ผู้เจริญ  อ. กิจ  ท.  มี  (อันกระทำซึ่ง)  มณฑปเป็นต้น  อันข้าพระองค์  อาจ  เพื่ออันกระทำ,  แต่ว่า  อ. ข้าพระองค์  จักได้  ซึ่งพระสาวก  ท.  ของพระองค์  อย่างไร  "  ดังนี้ ฯ

"ตยา  เอตฺตเก  กเต,  อหํ  มม  สาวเก  ปหิณิสฺสามีติ.
(สตฺถา)  อ. พระศาสดา  (อาห)  ตรัสแล้วว่า  "  เอตฺตเก  (กิจฺเจ)  ครั้นเมื่อกิจ  อันมีประมาณเท่านี้  ตยา  อันท่าน  กเต  กระทำแล้ว,  อหํ  อ. เรา  ปหิณิสฺสามิ  จักส่งไป  สาวเก  ซึ่งสาวก  ท.  มม  ของเรา  อิติ  ดังนี้ ฯ 
อ. พระศาสดา  ตรัสแล้วว่า  "  ครั้นเมื่อกิจ  อันมีประมาณเท่านี้  อันท่าน  กระทำแล้ว,  อ. เรา  จักส่งไป  ซึ่งสาวก  ท.   ของเรา  "  ดังนี้ ฯ

"  สาธุ  โภ  โคตมาติ  โส  อตฺตโน  เคหทฺวาเร  สพฺพนฺตํ  กิจฺจํ  นิฏฺฐาเปตฺวา  สตฺถุ  สนฺติกํ  อคมาสิ.
โส  (พฺราหฺมโณ)  อ.  พราหมณ์  นั้น  สมฺปฏิจฺฉิตฺวา  รับพร้อมเฉพาะแล้วว่า  "  โคตม  ข้าแต่พระโคดม  โภ  ผู้เจริญ  สาธุ  อ. ดีละ  อิติ  ดังนี้  กิจฺจํ  ยังกิจ  ตํ  นั้น  สพฺพํ  ทั้งปวง  นิฎฺฐาเปตฺวา  ให้สำเร็จลงแล้ว  เคหทฺวาเร  ใกล้ประตูแห่งเรือน  อตฺตโน  ของตน  อคมาสิ  ได้ไปแล้ว  สนฺติกํ  สู่สำนัก  สตฺถุ  ของพระศาสดา ฯ
อ.  พราหมณ์  นั้น  รับพร้อมเฉพาะแล้วว่า  " ข้าแต่พระโคดม  ผู้เจริญ  อ. ดีละ "  ดังนี้  ยังกิจ  นั้น  ทั้งปวง  ให้สำเร็จลงแล้ว  ใกล้ประตูแห่งเรือน  ของตน  ได้ไปแล้ว  สู่สำนัก  ของพระศาสดา ฯ
Free Counters
Free Counters
 
 
แปลโดยอรรถ :  พหุมฺปิ  เจ  สหิตํ...น  ทุสฺสีลสฺส  (  เทฺวสหายกภิกฺขุวตฺถุ  ภาค  ๑  )

พระศาสดาได้ทรงภาษิตพระคาถาเหล่านี้ความว่า
"  พหุมฺปิ  เจ  สหิตํ  ภาสมาโน  น  ตกฺกโร  โหติ  นโร  ปมตฺโต , 
"  หากว่า  นรชนกล่าวพระพุทธพจน์อันมีประโยชน์เกื้อกูลแม้มาก  ( แต่ )  เป็นผู้ประมาทแล้ว  ไม่ทำ  ( ตาม )  พระพุทธพจน์นั้นไซร้ ,
โคโปว  คาโว  คณยํ  ปเรสํ  น  ภาควา  สามญฺญสฺส  โหติ .
เขาย่อมไม่เป็นผู้มีส่วนแห่งสามัญผล  เหมือนคนเลี้ยงโคนับโคทั้งหลายของชนเหล่าอื่น  ย่อมเป็นผู้ไม่มีส่วนแห่งปัญจโครสฉะนั้น .
อปฺปมฺปิ  เจ  สหิตํ  ภาสมาโน  ธมฺมสฺส  โหติ  อนุธมฺมจารี
หากว่า  นรชนกล่าวพระพุทธพจน์อันมีประโยชน์เกื้อกูลแม้น้อย  ( แต่ )  เป็นผู้มีปกติประพฤติธรรมสมควรแก่ธรรมไซร้ ,
ราคญฺจ  โทสญฺจ  ปหาย  โมหํ  สมฺมปฺปชาโน  สุวิมุตฺตจิตฺโต
เขาละราคะ  โทสะ  โมหะ  แล้ว  รู้ชอบ  มีจิตหลุดพ้นดีแล้ว
อนุปาทิยาโน  อิธ  วา  หุรํ  วา  ส  ภาควา  สามญฺญสฺส  โหตีติ .
หมดความยึดถือในโลกนี้หรือในโลกหน้า,  เขาย่อมเป็นผู้มีส่วนแห่งสามัญผล .  "

ตตฺถ  "  สหิตนฺติ  เตปิฏกสฺส  พุทฺธวจนสฺเสตํ  นามํ ,
บรรดาบทเหล่านั้น  บทว่า  สหิตํ  นี้  เป็นชื่อแห่งพระพุทธพจน์  คือพระไตรปิฎก ,
ตํ  อาจริเย  อุปสงฺกมิตฺวา  อุคฺคณฺหิตฺวา  พหุมฺปิ  ปเรสํ  ภาสมาโน  วาเจนฺโต  กเถนฺโต ,
นรชนเข้าไปหาอาจารย์ทั้งหลาย  เล่าเรียนพะรพุทธพจน์นั้นแล้ว  กล่าว  คือบอก  ได้แก่แสดงอยู่  ซึ่งพระพุทธพจน์  แม้มาก  แก่ชนเหล่าอื่น
ตํ  ธมฺมํ  สุตฺวา  ยํ  การเกน  ปุคฺคเลน  กตฺตพฺพํ ,  ตกฺกโร  น  โหติ ,
( แต่ )  หาเป็นผู้ทำกิจอันการกบุคคลฟังธรรมนั้นแล้วจะพึงทำไม่
กุกฺกุฏสฺส  ปกฺขปหรณมตฺตมฺปิ  อนิจฺจาทิวเสน  มนสิการํ  นปฺปวตฺเตสิ ;
คือไม่ยังการทำไว้ในใจให้เป็นไป  ด้วยอำนาจแห่งไตรลักษณ์มีอนิจจลักษณะเป็นต้น  ชั่วขณะแม้สักว่าไก่ปรบปีก ,
เอโส ,  ยถา  นาม  ทิวเส  ภติยา  คาโว  รกฺขนฺโต  โคโป  ปาโต  ว  สมฺปฏิจฺฉิตฺวา  สายํ  คเณตฺวา  สามิกานํ  นิยฺยาเทตฺวา  ทิวสภติมตฺตํ  คณฺหาติ ,  ยถารุจิยา  ปน  ปญฺจโครเส  ปริภุญฺชิตุ ํ  น  ลภติ ;  เอวเมว  เกวลํ  อนฺเตวาสิกานํ  สนฺติกา  วตฺตปฏิวตฺตกรณมตฺตสฺส  ภาคี  โหติ ,  สามญฺญสฺส  ปน  ภาคี  น  โหติ .
นรชนนั้น  ย่อมเป็นผู้มีส่วนแห่งผลสักว่าการทำวัตรปฏิวัตร  จากสำนักของอันเตวาสิกทั้งหลายอย่างเดียว ,  แต่หาเป็นผู้มีส่วนแห่งคุณเครื่องเป็นสมณะไม่  เหมือนคนเลี้ยงโครักษาโคทั้งหลายเพื่อค่าจ้างประจำวัน  รับไปแต่เช้าตรู่  เวลาเย็น  นับมอบให้แก่เจ้าของทั้งหลายแล้ว  รับเอาเพียงค่าจ้างรายวัน ,  แต่ไม่ได้เพื่อบริโภคปัญจโครสตามความชอบใจ  ฉะนั้นแล
ยถา  ปน  โคปาลเกน  นิยฺยาทิตานํ  คุนฺนํ  ปญฺจโครสํ  โคสามิกา  ว  ปริภุญฺชนฺติ ;
เหมือนอย่างว่า  เจ้าของโคพวกเดียว  ย่อมบริโภคปัญจโครสแห่งโคทั้งหลาย  ที่นายโคบาลมอบให้แล้ว  ฉันใด ,
ตถา  เตน  กถิตํ  ธมฺมํ  สุตฺวา  การกปุคฺคลา  ยถานุสิฏฺฐํ  ปฏิปชฺชิตฺวา , 
การกบุคคลทั้งหลาย  ฟังธรรมอันนรชนนั้นกล่าวแล้ว  ปฏิบัติตามที่นรชนนั้นพร่ำสอนแล้ว  ก็ฉันนั้น ,
เกจิ  ปฐมชฺฌานาทีนิ  ปาปุณนฺติ ,
บางพวกบรรลุปฐมฌานเป็นต้น ,
เกจิ  วิปสฺสนํ  วฑฺเฒตฺวา  มคฺคผลานิ  ปาปุณนฺติ ,
บางพวกเจริญวิปัสสนาแล้ว  บรรลุมรรคและผล ,
โคสามิกา  โครสสฺเสว ,  สามญฺญสฺส  ภาคิโน  โหนฺติ .
จัดว่าเป็นผู้มีส่วนแห่งคุณเครื่องเป็นสมณะ  เหมือนพวกเจ้าของโค  ย่อมเป็นผู้มีส่วนแห่งโครสฉะนั้น .
อิติ  สตฺถา  สีลสมฺปนฺนสฺส  พหุสฺสุตสฺส  ปมาทวิหาริโน  อนิจฺจาทิวเสน  โยนิโสมนสิกาเร  อปฺปวตฺตสฺส  ภิกฺขุโน  วเสน  ปฐมํ คาถํ  กเถสิ ,  น  ทุสฺสีลสฺส .
พระศาสดาตรัสคาถาที่  ๑  ด้วยอำนาจแห่งภิกษุผู้สมบรูณ์ด้วยศีล  ผู้มีสุตตมาก  ( แต่ )  มีปกติอยู่ด้วยความประมาท  ไม่ประพฤติแล้วในการทำไว้ในใจโดยอุบายอันแยบคาย  ด้วยอำนาจแห่งไตรลักษณ์  มีอนิจจลักษณะเป็นต้น ,  หาตรัสด้วยอำนาจแห่งภิกษุผู้ทุศีลไม่  ด้วยประการฉะนี้ .


(  คำแปลคัดลอกจาก  พระธัมมปทัฏฐกถาแปล  ภาค  ๑  ของ  มหามกุฏราชวิทยาลัย  )

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐