Free Counters
Free Counters
...  ธรรมบรรยาย   ชุดสัมมาสมาธิ   บรรยายโดยพระปิยะโรจน์    ดาวน์โหลดฟรี  เป็นธรรมทาน  ไม่สงวนลิขสิทธิ์ในกรณีที่เผยแพร่โดยไม่ใช่เพื่อการค้า     ห้ามเผยแพร่ในเชิงการค้า  โดยไม่ได้รับอนุญาต  ...
ขันธ์ห้า
ความลังเลสงสัย
ฆราวาสธรรม
จิตเป็นใหญ่
ใจ,มโน,จิต ตอน๑
ใจ,มโน,จิต ตอน๒
ใจ,มโน,จิต ตอน๓
ชีวิตกับร้านขายของเล่น
ฌานสี่
ตะบะอันยอดเยี่ยม
ทวารทั้งหก
ทิฏฐิมานะ
แนวทางแห่งพระสูตร
ปฏิจจสมุปบาท
ปฏิบัติถึงแก่น ตอน๑
ปฏิบัติถึงแก่น ตอน๒
ปฏิบัติถึงแก่น ตอน๓
ปฏิบัติถึงแก่น ตอน๔
ปฏิบัติถึงแก่น ตอน๕
ผ้าเปียกกับทหารญี่ปุ่น
พระธรรมจักร
พระสูตรในสวดแจง
รายละเอียดการรักษาศีล
วิชชาสาม
วิสุทธิศีล
ศัตรูที่ร้ายที่สุด ตอน๑
ศัตรูที่ร้ายที่สุด ตอน๒
สติปัฏฐาน
สมถะวิปัสสนา
สมาธิชอบ
สัตตานัง วิสุทธิยา ตอน๑
สัตตานัง วิสุทธิยา ตอน๒
หม้อข้าวกับเชื้อเพลิง
พระนางสุพรรณกัลยา
อพฺรหฺมจริยา
อินทรีย์สังวร
ปล่อยสัตว์กับปล่อยตัวเอง
รักษาจิตก็คือชำระจิต
คนตกน้ำ
ตั้งใจจริงและพยายาม
เจริญสัมมาสมาธิ ตอน๑
เจริญสัมมาสมาธิ ตอน๒
เจริญสัมมาสมาธิ ตอน๓
เจริญสัมมาสมาธิ ตอน๔
เจริญสัมมาสมาธิ ตอน๕
ไยแมงมุมกับแมลง
เด็กหัดเดินในตลาด
ตัวเองกับโลงศพ
ทางโคจรและอโคจร
ทำจิตให้ตรง ตอน๑
ทำจิตให้ตรง ตอน๒
ทุกข์เพราะฝืนไตรลักษณ์
จิตดุจดั่งนักโทษ
สิ่งที่บอกว่าบรรลุเป้า
พระเจ้าอชาตศัตรู
มโนสัญเจตนาหาร
แมงมุมกับแมลง
แมงเม่าบินเข้ากองไฟ
โยนิโสมนสิการ
รูปยั่งยืนกว่าจิต
นานัตตสัญญา ตอน๑
นานัตตสัญญา ตอน๒
นานัตตสัญญา ตอน๓
นานัตตสัญญา ตอน๔
เรือที่รั่ว
ลิงที่ถูกจับ
วิญญานัญจายตนะ ๑
วิญญานัญจายตนะ ๒
ทำจิตให้เหมือนธาตุทั้งห้า
สัญญาหกประการ
สัตว์หกชนิด
อานาปานสติ
อาหารสำหรับคนอิ่ม



ขันธ์ห้า
Download
Click ที่นี่
ขันธ์แปลว่ากองหมายถึงที่ตั้งแห่งความยึดมั่น
ขั้นตอนของการชำระจิต  นักปฏิบัติจะต้องสำรวมจิตของตัวเอง  คำว่าสำรวมนี้แปลว่า  รักษา หรือว่าระวัง  ต้องรักษา หรือระวังจิตของตนเอง  เพราะจิตที่ไม่สำรวม  หรือไม่ระวังรักษาไว้นั้น  ตามธรรมชาติแล้ว จะเข้าไป หลงไหล ในทุกสิ่งทุกอย่างที่รับรู้มา   ทางตาบ้าง ทางหูบ้าง ทางจมูกบ้าง ทางลิ้นบ้าง ทางกายบ้าง และ ทางใจก็คือทางด้านความคิดบ้าง  เพราะตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ (อายตนะภายใน) เป็นเครื่องรับรู้ธรรมชาติ   สิ่งที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ รับรู้มา คืออะไร?   ถ้าจะสรุปโดยย่อแล้ว สิ่งที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ รับรู้มา  ก็คือชีวิตประจำวัน คือตัวตนที่แท้จริง  คือความจริงที่เกิดขึ้น ดำเนินไป ของแต่ละบุคคล  อาจจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับ ตัวเอง  เรื่องที่เกี่ยวกับการงาน ทั้งทางด้าน ร่างกาย และทั้งทางด้านความรู้สึกนึกคิดจิตใจ ความจำและความรู้แจ้งอารมณ์  ซึ่งสิ่งเหล่านี้นั้น สมเด็จพระผู้มีพระภาคได้ตรัสเรียกว่า ขันธ์ 5 มีทั้งหมด 5 ประเภท  5 จำพวกด้วยกันก็คือ  รูป เป็นส่วนที่มองเห็นจับต้องได้  ประกอบขึ้น ด้วยธาตุ 4 ก็คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ เป็นของแข็งบ้าง ของเหลวบ้าง เป็นช่องว่างบ้าง เป็นพวกพลังงาน คือความร้อนความเย็นเหล่านี้  หรือก็คือ ร่างกายนั่นเองจัดเป็นส่วนที่เป็นรูปธรรม  ส่วนขันธ์อีก4 อย่างก็คือเวทนา เวทนา นี้คือความรู้สึก สัญญาคือความจำ สังขารคือความคิดการปรุงแต่ง ทั้งหลายและวิญญาณก็คือการรู้แจ้งอารมณ์ขันธ์ 4 อย่างข้างหลังนี้  จัดเป็นฝ่ายนามธรรม มองไม่เห็นจับต้องไม่ได้ เกิดขึ้นที่ความคิด เพราะฉะนั้นถ้าจะแบ่งขันธ์ 5 ออกให้เป็น 2 ประเภท ใหญ่ ๆ ก็สามารถที่จะแบ่งได้ดังนี้คือ  1 ส่วนที่เป็นรูปธรรม 2 ส่วนที่เป็นนามธรรม ขันธ์ทั้ง 2 ประเภทคือส่วนที่เป็นทั้งรูปธรรม และนามธรรมนี้เกิดขึ้นจากเหตุและปัจจัยทำให้เป็นไปอย่างนั้น ไม่มีใครรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นและไม่สามารถที่จะบังคับให้เป็นไปดังใจได้ อย่างเช่น ความรู้สึก ในขณะที่เราเกิดความร้อนอยู่นี้เราจะปรารถนาให้เย็นนั้นเป็นไปไม่ได้ เพราะเหตุมันเป็นอย่างนั้น  หรือในขนาดที่เรานั่งอยู่นาน เกิดอาการเหน็บ หรือว่าปวด หรือว่าเคล็ด เราอยากให้มันไม่เคล็ด ให้มันเป็นไปตามใจนั้นไม่ได้เพราะมันเป็นไปตามเหตุเพราะว่ากายนั้นนั่งอยู่ในลักษณะนั้น นาน ๆ หรือว่าตาเรามองเห็นอย่างใดอย่างหนึ่ง เราจะบังคับว่าอย่างเห็น ก็ไม่ได้ เพราะเหตุและปัจจัย เป็นอย่างนั้น หรือว่า  หูเราได้ยินเสียงใดเสียงหนึ่งอยู่ เราจะบอกว่าอย่าได้ยินก็เป็นไปไม่ได้ เพราะเหตุและปัจจัยเป็นอย่างนั้นนี่คือตัวอย่างที่ยกให้เห็นว่า ขันธ์ทั้งหลายนี้ไม่ว่าจะเป็นส่วนที่ เป็นรูปธรรมหรือนามธรรม ย่อมเกิดไปตามเหตุและปัจจัยจะปรารถนาให้เป็นไปดังใจนั้นไม่ได้ และจิตนั้นเข้าไปหลงไหล  เข้าไปเพลิดเพลิน  เข้าไปติดอยู่  เข้าไปถูกครอบงำ  เข้าไปตกอยู่ใต้อำนาจในสิ่งเหล่านี้ ถูกลากถูลู่ถูกังไปในการเวียนว่ายตายเกิด ในวัฏฏะสงสาร  หน้าที่ของนักปฏิบัติธรรมก็คือ สำรวมจิตเอาไว้ระวังรักษาจิตของตนเอง
เมื่อเข้าไปพบกับขันธ์ 5 ที่แปรปรวนเปลี่ยนแปลงไปนั้น อย่าให้จิตนั้นเกิดกิเลศขึ้นนี่คือหน้าที่ ที่ต้องปฏิบัติ เราจะทำอย่างนั้นได้อย่างไร ? การป้องกันจิตไม่ให้ตกเข้าไปอยู่ใต้อิทธิพลของสิ่งที่ได้
รับรู้มานั้น ย่อมสามารถทำได้ด้วยนักปฏิบัติกระทำเอง กระทำด้วยการตั้งใจเอาไว้ให้แน่วแน่ ตั้งใจเอาใว้ให้มั่นคง ว่าไม่ว่าเรารับรู้อะไรมาก็แล้วแต่  จะไม่ยินดีอยู่ด้วย จะไม่ยินร้ายอยู่ด้วยในสิ่งที่รับรู้มานั้น คือตั้งใจว่าจะวางเฉยต่อทุกสิ่ง ทุกอย่างที่รับรู้มานี่เรียกว่า การทำให้จิตไม่ตกเข้าอยู่ใต้อำนาจ ใต้อิทธิพลของสิ่งที่รับรู้มา  สามารถที่จะทำให้จิตสงบนิ่งอยู่ได้ ไม่ว่าสิ่งที่รับรู้มานี้จะเป็นเรื่องราวอยู่ในอดีต อยู่ในอนาคต หรือว่ากำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน ก็ตามให้พยายามทำให้ต่อเนื่อง จนกระทั่งจิตนั้นมีสภาพเป็นปกติมีความแน่วแน่อยู่เป็นอัตโนมัติ ว่าไม่ว่าเจออะไรเกิดขึ้นมาให้รับรู้นั้นก็วางเฉยอยู่ได้การตั้งใจมั่นในความวางเฉยต่อทุกสิ่งทุกอย่าง  ที่รับรู้มานี้เรียกว่า การสำรวมจิต และสมเด็จพระผู้มีพระภาค ตรัสว่าการตั้งจิตมั่นในการวางเฉย  หรือการตั้งจิตมั่นใน อุเบกขาเรียกว่า สัมมาสมาธินั่นเอง เพราะสมาธินั้นแปลว่าความตั้งใจมั่น สัมมาแปลว่า ชอบหรือถูกต้อง ถูกต้องเพราะว่านำไปสู่เป้าหมายปลายที่ได้วางเอาไว้แต่แรก เมื่อมาถึงตอนนี้เรามา พิจารณาสิ่งที่เราปฏิบัติมา การที่เราพยายามตั้งจิตมั่นอยู่ในความวางเฉย  ต่อทุกสิ่งทุกอย่างที่รับรู้มานี้ ก็คือ ในขณะนี้นักปฏิบัติธรรมกำลังฝึกตัวเอง ฝึกจิตของตัวเอง กำลังสอนจิตของตัวเอง กำลังอบรมจิตของตัวเองนั้นให้ปล่อยวางทุกอย่างที่เกิดขึ้น ไม่เข้าไป ยุ่งเกี่ยว ไม่เข้าไปพัวพัน ไม่ว่าในแง่บวกหรือในแง่ลบ ไม่ว่าในด้านใดก็แล้วแต่ คือรักษาจิตของ ตัวเอง ให้คิดสละอยู่ ให้ไม่เอาทุกอย่างที่รับรู้มานั้น ให้ไม่ไปต่อต้านทุกอย่างที่รับรู้มานั้น คือไม่เกี่ยวพันด้วยในทุกด้าน ในเมื่อไม่เอาก็หมายความว่า ในใจนั้นไม่อยากได้ไม่โลภ ในเมื่อไม่ต่อต้านก็หมายความว่าไม่พยาบาทคือไม่โกรธในเมื่อสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นดำเนิน ผ่านไป ผ่านไป ให้เห็นอยู่ว่านี่แหละ คือชีวิตนี่แหละคือตัวตนกำลังเกิดขึ้นผ่านไปตามความเป็นจริงนี้ และไม่สามารถที่จะครอบงำจิต ไม่สามารถที่จะชักพาจิตให้โอนอ่อน ให้เอนเอียงก็เรียกว่า จิตนั้นอยู่ในความไม่หลง เมื่อไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง ก็ชื่อว่าจิตนั้นสะอาดอยู่ เมื่อจิตรับรู้ สิ่งเหล่านั้น มาทั้งหมดด้วยอาการสงบ ด้วยความไม่หวั่นไหว ก็ชื่อว่าสงบเมื่อสามารถ ที่จะดำรง ชีวิตอยู่ท่ามกลางความเป็นจริงที่เกิดขึ้นคือตัวตนที่แท้จริงที่เกิดขึ้นอยู่ ด้วยความไม่ทุกข์ได้ที่ชื่อว่า สว่าง  ไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง สะอาด สงบ สว่าง นี่คือเป้าหมายปลายทางของการปฏิบัติธรรม เพราะฉะนั้นแล้วการปฏิบัติธรรมก็คือ การรับรู้ความจริง ด้วยความไม่เป็นเจ้าของด้วยการปล่อยวางลงนั้นเอง ขอให้ท่านทั้งหลายจงได้นำสิ่งที่ได้รับฟังมานี้ไปคิดพิจารณา ด้วยวิจารณาญาณส่วนตัว ถ้าพิจารณาแล้วเห็นว่ามีเหตุมีผล เหตุผลนั้นสมจริงเป็นสิ่งที่สามารถปฏิบัติได้จริง ๆ และเมื่อปฏิบัติแล้วมีผลนำให้ กาย วาจา ใจ สะอาดบริสุทธิ์หมดจดได้
จงได้นำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน ขอความเจริญในธรรมจงบังเกิดมีแก่ท่านทั้งหลายเทอญ