เฉลยปัญหา(ข้อสอบ)
ประโยค ๑ - ๒
วิชาบาลีไวยากรณ์ พ.ศ. ๒๕๓๗
อักษรสีเหลือง - ปัญหา , อักษรสีขาว - เฉลย
สอบวันที่  ๘  มีนาคม  ๒๕๓๗

๑.   จงตอบตามแบบ  ในประโยคคำถาม  ดังต่อไปนี้
          ก.  ลักษณะที่ประกอบพยัญชนะซ้อนกันได้นั้น  มีอย่างไร  ฯ
          ข.  ในบาลีภาษามีวิธีต่ออะไร  ให้เนื่องกันด้วยอะไร  เพื่อประโยชน์อะไร  ฯ
              เอตทโวจ ,  ตสฺมาติห  เป็นสนธิอะไร  ตัด  และ  ต่อ  อย่างไร  ฯ
๒.   จงเติมข้อความที่ถูกต้องตามแบบ  ลงในช่องว่าง  ในข้อความดังต่อไปนี้
          ก.  นามศัพท์  ในบาลีภาษานั้น  ท่านแบ่งเป็นลิงค์.............คือ............................ฯ
          ข.  ศัพท์ที่เป็นเครื่องกำหนดนับนามนามชื่อ..............แบ่งเป็น...........คือ....................ฯ
๓.   สัพพนามเป็นนามประเภทไหน  แบ่งเป็นกี่อย่าง  อะไรบ้าง  ฯ  ศัพท์เหล่านี้  คือ  ต,  เอกจฺจ,  อมุ
      เป็นสัพพนามประเภทไหน  ฯ
๔.   วาจก  คืออะไร แบ่งออกเป็นกี่อย่าง  อะไรบ้าง  และกุลบุตรจะกำหนดวาจกได้แม่นยำ ต้องอาศัย
      อะไรเป็นเครื่องกำหนด  จงตอบตามแบบ  ฯ
๕.   รูปวิเคราะห์ข้างท้ายนี้  เป็นรูป  สาธนะ  ปัจจัยอะไร  และแปลว่าอย่างไร  คือ
          ก.  ภิกฺขติ  สีเลนา  -  ติ  ภิกฺขุ  ฯ
          ข.  ทาตพฺพนฺ  -  ติ  เทยฺยํ  ฯ
๖.   กัมมธารยสมาส  กับ  ทิคุสมาส  ต่างกันอย่างไร  มีอย่างละเท่าไร อะไรบ้าง  ฯ
      สพฺพรตฺติโสภโณ (จันโท),  อาคตสมโณ (อาราโม)  เป็นสมาสอะไร  จงเขียนรูปวิเคราะห์มาดู  ฯ
๗.   ตทัสสัตถิตัทธิต  มีปัจจัยกี่ตัว  คืออะไรบ้าง  ฯ  มธุโร,  อฑฺฒเตยฺโย  ลงปัจจัยอะไร  ในตัทธิต
      ไหน  จงเขียนรูปวิเคราะห์พร้อมทั้งคำแปล  มาดู  ฯ

ให้เวลา ๓ ชั่วโมง




Free Counters
Free Counters
 
 
เฉลยปัญหา  ( ข้อสอบ )  บาลีไวยากรณ์
ประจำปี  ๒๕๓๗

๑.   ได้ตอบประโยคคำถาม  ดังต่อไปนี้  ตามแบบ  คือ
          ก.  ลักษณะที่ประกอบพยัญชนะซ้อนกันได้นั้น  คือ  ในพยัญชนะวรรคทั้งหลาย
                   พยัญชนะที่  ๑  ซ้อนหน้า  พยัญชนะที่  ๑  และ ที่  ๒  ในวรรคของตนได้
                   พยัญชนะที่  ๓  ซ้อนหน้า  พยัญชนะที่  ๓  และ ที่  ๔  ในวรรคของตนได้
                   พยัญชนะที่  ๕  สุดวรรค  ซ้อนหน้า  พยัญชนะในวรรคของตนได้ทั้ง  ๕  ตัว
                   ยกเสียแต่ตัว  ง  ซึ่งเป็นตัวสะกดอย่างเดียว  มิได้มีสำเนียงในภาษาบาลี
                   ซ้อนหน้าตัวเองไม่ได้  ฯ
          ข.  ในบาลีภาษา  มีวิธีต่อศัพท์และอักขระ  ให้เนื่องกันด้วยอักขระ  เพื่อประโยชน์จะย่น
              อักขระให้น้อยลง  เป็นอุปการะในการแต่งฉันท์  และให้คำพูดสละสลวย  ฯ
              เอตทโวจ  เป็นอาเทสนิคคหิตสนธิ  ตัดเป็น  เอตํ  -  อโวจ  ถ้าสระอยู่เบื้องปลาย
                            แปลงนิคคหิต  ม  และ  ท  ต่อเป็น  เอตทโวจ  ฯ
              ตสฺมาติห  เป็นอาคมพยัญชนะสนธิ  ตัดเป็น  ตสฺมา  -  อิห  ลง  ต  อาคม
                           ต่อเป็น  ตสฺมาติห

๒.   ได้เติมข้อความที่ถูกต้องตามแบบ  ลงในช่องว่าง  ในข้อความดังต่อไปนี้  คือ
          ก.  นามศัพท์  ในบาลีภาษานั้น  ท่านแบ่งเป็นลิงค์  ๓  คือ
              ปุ ํลิงฺคํ  เพศชาย ๑,  อิตฺถีลิงฺคํ  เพศหญิง ๑,  นปุ ํสกลิงฺคํ  มิใช่เพศชายมิใช่เพศหญิง ๑
          ข.  ศัพท์ที่เป็นเครื่องกำหนดนับนามนามชื่อ  สังขยา  แบ่งเป็น  ๒  คือ
              ปกติสังขยา ๑,  ปูรณสังขยา ๑  ฯ

๓.   สัพพนามเป็นนามสำหรับใช้แทนนามนามที่ออกชื่อมาแล้ว  เพื่อจะไม่ให้  ซ้ำ ๆ  ซาก ๆ
      ซึ่งไม่เพราะหู  แบ่งเป็น  ๒  อย่าง  คือ  ปุริสสัพพนาม ๑,  วิเสสนสัพพนาม ๑  ฯ
      ต  เป็น  ปฐมปุริส  หรือ  ประถมบุรุษ  (ชายที่ ๑)  และเป็น  นิยมวิเสสนสัพพนาม  ฯ
      เอกจฺจ  เป็น  อนิยมวิเสสนสัพพนาม  ฯ
      อมุ  เป็น  นิยมวิเสสนสัพพนาม   ฯ

๔.   กิริยาศัพท์ที่ประกอบด้วย  วิภัตติ  กาล  บท  วจนะ  บุรุษ  ธาตุ  ดังนี้  จัดเป็น  วาจก  คือ
      กล่าวบทที่เป็นประธานของกิริยา แบ่งเป็น  ๕  อย่างคือกัตตุวาจก ๑,  กัมมวาจก ๑,  ภาววาจก ๑,
      เหตุกัตตุวาจก ๑,  เหตุกัมมวาจก ๑  ฯ  วาจกทั้ง  ๕  นี้  กุลบุตรจะกำหนดได้แม่นยำ  ก็เพราะ
      อาศัยปัจจัยที่ประกอบ  เป็น  เครื่องกำหนด  ฯ

๕.   รูปวิเคราะห์ข้างท้ายนี้  เป็นรูป  สาธนะ  ปัจจัย  และแปลว่า  ดังนี้  คือ
          ก.  ภิกฺขติ  สีเลนา  -  ติ  ภิกฺขุ  เป็น  กัตตุรูป  กัตตุสาธนะ  ลงในตัสสีละ  ลง  รู  ปัจจัย
               แปลว่า     (ผู้ใด)  ย่อมขอ  โดยปกติ,  เหตุนั้น  (ผู้นั้น)  ชื่อว่าผู้ขอโดยปกติ  ฯ
          ข.  ทาตพฺพนฺ  -  ติ  เทยฺยํ  เป็นกัมมรูป  กัมมสาธนะ  ลง  ณฺย  ปัจจัย
               แปลว่า     (สิ่งใด)  อันเขา  พึงให้,  เหตุนั้น  (สิ่งนั้น)  ชื่อว่าอันเขาพึงให้  ฯ

๖.   กัมมธารยสมาส  กับ  ทิคุสมาส  ต่างกันดังนี้  คือ
        นามศัพท์  ๒  บท  มีวิภัตติและวจนะเป็นอย่างเดียวกัน  บทหนึ่งเป็นประธาน  คือเป็น  นามนาม
       บทหนึ่งเป็นวิเสสนะ  คือ  เป็นคุณนาม  หรือ  เป็น  คุณนามทั้ง  ๒  บท  มีบทอื่นเป็นประธาน
       ที่ท่านย่อเข้าเป็นบทเดียวกัน  ชื่อ  กัมมธารยสมาส  ๆ  นั้นมี  ๖  อย่าง  คือ  วิเสสนปุพฺพปโท ๑,
       วิเสสนุตฺตรปโท ๑,  วิเสสโนภยปโท ๑,  วิเสสโนปมปโท ๑,  สมฺภาวนปุพฺพปโท ๑,
       อวธารณปุพฺพปาโท ๑   ฯ
       กัมมธารยสมาสมีสังขยาอยู่ข้างหน้าชื่อ  ทิคุสมาส  ๆ  นั้นมี  ๒  คือ  สมาหาโร ๑,  อสมาหาโร ๑
                 สพฺพรตฺติโสภโณ (จันโท)  เป็น  ทุติยาตัปปุริสสมาส  รูปวิเคราะห์ว่า
                        สพฺพรตฺตึ  โสภโณ   -  สพฺพรตฺติโสภโณ (จันโท)  ฯ
                อาคตสมโณ (อาราโม)  เป็น  ทุติยาพหุพพิหิสมาส
                        อาคตา  สมณา  ยํ  โส  อาคตสมโณ (อาราโม)  ฯ

๗.   ตทัสสัตถิตัทธิต  มีปัจจัย  ๙  ตัว  คือ  วี,  ส,  สี,  อิก,  อี,  ร,  วนฺตุ,  มนฺตุ,  ณ  ฯ
      มธุโร  ลง  ร  ปัจจัย  ใน  ตทัสสัตถิตัทธิต  รูปวิเคราะห์ว่า  มธุ  อสฺส  อตฺถี - ติ  มธุโร
              แปลว่า  น้ำผึ้ง  ของขนมนั้น  มีอยู่  เหตุนั้น  (ขนมนั้น)  ชื่อว่ามีน้ำผึ้ง  (มีรสหวาน)  ฯ
     อฑฺฒเตยฺโย  ลง  ติย  ปัจจัย  ใน  ปูรณตัทธิต  รูปวิเคราะห์ว่า  อฑฺเฒน  ตติโย  อฑฺฒเตยฺโย
              แปลว่า  ที่  ๓  ทั้งกึ่ง  ชื่อว่า  อัฑฒเตยยะ  ( ๒  กับ  ครึ่ง )